วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปฏิบัติ กับ ปริยัติ

ปฏิบัติเกิดก่อนจะมีปริยัติ ทฤษฏี       แต่   ปริยัติ ก็รักษาภาคปฏิบัติเอาไว้ต่อมา


ปัญหาของนักปฏิบัติคือ     การอธิบายสิ่งที่เข้าถึง ส่ิงที่เห็น  ส่ิงที่เป็น ให้เป็นตำราปริยัติ



เมื่อดำเนินจิตไปเรื่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ  พบเห็น เข้าถึง สิ่งที่มนุษย์ทั่วไป ไม่เคยเข้าถึง ไม่เคยเห็น  ก็มีปัญหาว่าจะเอาอะไร มาอธิบายเทียบเคียง  สภาวะนั้น หรือ สิ่งที่เห็น สิ่งที่เข้าถึงนั้น  
เหมือนดั่งเช่น  เราเคยทานทุเรียน ทราบรสชาติ  เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะไปนั่งอธิบายให้คนต่างชาติ ที่ไม่เคยเห็นทุเรียนฟัง ว่า รสชาติอย่างไง อธิบายให้ตายลงไปตรงนั้น ก็คงไม่รู้รสไปด้วย  ทั้งรูป  รส  กลิ่น เสียง  มันเป็นสิ่งที่จะต้องไปสัมผัสเอง

แต่ว่า ก็ใช่ว่าจะไม่มีการอธิบาย  ในพระไตรปิฏก ก็คือ คำอธิบายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูเอกของโลกนี้ ได้อธิบายไว้

แต่ว่า... ก็มาเจอปัญหาใหม่





ปัญหาของนักปริยัติคือ    การอธิบายสิ่งที่เขียนไว้ ให้นำไปปฏิบัติ

มีคนเขียนว่า กินผักต้มกับน้ำพริกกะปิ เป็นอาหารของคนภาคกลาง   เวลาผ่านไปนานเข้า ไม่แน่ว่า คำว่าน้ำพริกอาจจะต้องไปตีความว่า มันคืออะไร   น้ำพริก  อาจจะไปคิดกันว่า น้ำที่กลั่นออกมาจากพริก  ส่วนกะปิ ก็นำมาปนเปื้อนภายหลัง .....???  
เมื่อวิธีการในยุคหนึ่ง เป็นเรื่องง่าย ปกติ ที่ทุกคนรู้ เวลา ภาษา ก็เป็นตัวที่ทำให้การอธิบายผิดแผกไป  แตกต่างกันอย่างไร ถ้าคนที่จะอธิบาย ก็ไม่เคยปฏิบัติ ไม่มีผลการปฏิบัติ ในระดับที่ตัวอธิบาย  คนฟังก็คงลำบากไปด้วย   จะอธิบายให้ได้ดี ก็ต้องให้ปฏิบัติด้วยกันไปเลย  

 
เช่นคำว่า สงบ  คำเดียว    เมื่ออธิบายไป คิดว่าแต่ละคน จะมีความสงบเท่ากันไหม หรือ คิดถึงความสงบที่เท่ากันได้ไหม  ก็คงยาก 
การเข้าถึง ระดับธรรมในชั้นต่างๆ  ฌาน   การบรรลุธรรมขั้นต่างๆ  แม้ที่สุดไปถึงนิพพาน  


ก็เห็นออกมาอธิบายเป็นช่องเป็นฉาก  ก็ใช่ว่า คนอธิบาย จะบรรลุไปแล้วซะที่ไหน  

ต่างก็ไม่เคยไปถึง ไปเป็น  ไปมา ทั้งสิ้น  ไม่เคยได้ลิ้มชิมรส  ไม่เคยสัมผัส  แล้วก็มาอธิบายทะเลาะกัน  ทำไม
ยิ่งพวกตามแห่ ยิ่งน่าสงสาร เอาแค่ความรู้สึกอารมณ์ ก็ผสมมั่วไป  
เหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้ว่า ใบมีดโกนคมเช่นไร เอามือไปลูบเล่น ไม่รู้ไฟร้อนอย่างไง เอามือไปจับไว้

ต่างคนต่างก็ปฏิบัติไปตามถนัด  ใครพบครูบาอาจารย์ที่ มีความสามารถ ก็เดินตามท่านไป ใครศรัทธาใคร ก็ตามกันไป  ต่างคนต่างไปตามทางที่ตนชอบ 

จะมาด่าว่ากันทำไม

สุดท้าย ก็ไปเจอกันที่สุดทางแล้วกัน  ... ใครถึงก่อน ก็ รอไปก่อนละกัน

วิ. 4 มิย 59




10 ความคิดเห็น:

  1. ผู้ที่ปฏิบัติจริงเท่านั่นที่รู้ดีกว่าใครๆ

    ตอบลบ
  2. เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะเรื่องนิพพาน ต่างก็ไม่เคยไปกันทั้งสิ้น เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน จะป่วยกล่าวไปใย ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ลงมือปฏิบัติกันเองดีกว่า

    ตอบลบ
  3. เขียนดีมากครับ

    ตอบลบ
  4. มาปฏืบัติเองดีกว่านะคะ

    ตอบลบ
  5. มาปฏืบัติเองดีกว่านะคะ

    ตอบลบ